fbpx

ญี่ปุ่น- บราซิล หลังฉากความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและยาวนาน

หากพูดถึงจังหวัดที่ 77 ของไทยแล้วเราก็คงจะนึกไปถึงเมือง Los Angeles ในประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุที่มีประชากรคนไทยไปอาศัยอยู่กันมาก คนที่ไปอยู่นั้นก็อยู่รวมตัวกันมีร้านขายของไทย ร้านอาหารไทย เกิดขึ้นอย่างมากมายจนกลายเป็นเมืองไทยเล็กๆหรือที่เรียกกันว่า Little Thailand ท่ามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นแล้วหากจะพูดถึงจังหวัดที่ 48 ของประเทศญี่ปุ่น ก็คงจะไม่ผิดนักที่จะนึกไปถึงเมือง เซา เปาโล ในประเทศบราซิล ด้วยจำนวนคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ถึงประมาณ 1,500,000 คน ถือได้ว่าเป็นเมืองที่คนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน ในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีคนบราซิลจำนวนไม่ใช่น้อยมาอาศัยอยู่จนมีการจัดงานขบวนแห่เต้นแซมบ้าของบราซิลเกิดขึ้น และเมื่อปี ค.ศ. 2008 ที่ผ่านมาได้มีการ จัดงานฉลองครบ 100ปี ของการย้ายถิ่นมาที่ประเทศบราซิล เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่ความสัมพันธ์อันยาวนานนี้ หากแต่ฉากหลังของความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 100ปี ญี่ปุ่น-บราซิลนี้กลับเจือไปด้วยความยากลำบากมากมายที่ใครหลายคนอาจไม่เคยรู้

นับจาก ค.ศ.1908 จนถึงปัจจุบัน ชาวญี่ปุ่นสืบเชื้อสายกันมากว่า 4-5 รุ่นในบราซิล ด้วยจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,500,000 คน เข้าไปมีบทบาทในเกือบทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะในงานด้านบริการ และการเกษตร ถือเป็นกลุ่มคนอพยพอีกกลุ่มหนึ่งที่ช่วยสร้าง และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศบราซิล

จุดเริ่มต้นการอพยพของคนญี่ปุ่นสู่บราซิลนั้นอยู่ที่ปี ค.ศ. 1908 ขณะนั้นบราซิลกำลังเปิดประเทศต้อนรับผู้อพยพกลุ่มใหม่จากเอเชีย และแอฟริกา เนื่องจากต้องการแรงงานมาพัฒนาที่ดินที่มีอยู่มากมาย ด้านญี่ปุ่นเองก็มีปัญหาการขาดแคลนอาหาร และยากจน หลังจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศเซ็นข้อตกลงให้มีการอพยพคนญี่ปุ่นไปยังประเทศบราซิลได้ คนญี่ปุ่นกลุ่มแรกประมาณ 700 คน จึงเริ่มเดินทางจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อความหวังสู่ชีวิตที่ดีกว่า โดยเดินทางทางเรือ Kasato Maru นานถึง 52 วัน จากท่าเรือโกเบประเทศญี่ปุ่น ผ่านสิงคโปร์ แอฟริกาใต้ และสิ้นสุดที่เมือง เซา เปาโล ในประเทศบราซิล

เมื่อเดินทางมาถึงคนญี่ปุ่นได้มาทำงานใช้แรงงานในไร่กาแฟ ทว่าความหวังที่จะมาสู่ประเทศใหม่ ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าของคนญี่ปุ่นกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะงานในไร่กาแฟเป็นงานที่ค่อนข้างหนัก ได้เงินเดือนน้อย มีคุณภาพชีวิตต่ำ หนี้สินเพิ่มขึ้น อีกทั้งเด็ก ๆ ก็ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา บวกกับความแตกต่างของภาษา ศาสนา วิถีการดำรงชีวิต ก็ทำให้ชาวญี่ปุ่นที่อพยพมานี้ต้องประสบกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส หลายคนพยายามจะย้ายกลับไปยังญี่ปุ่น แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะการกีดกันของนายจ้าง

ในปีถัดมาพวกเขาเริ่มขยับขยายออกจากไร่กาแฟในเขตชนบทของเมืองเซา เปาโล เดินทางต่อไปทางใต้ ถึงเมืองปารานา เพื่อบุกเบิกที่ดินทำสวนผลไม้ และสวนผัก ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าเขตเมืองเซา เปาโล ทำงานในอุตสาหกรรมหนัก เช่นอุตสาหกรรมเหล็ก บางกลุ่มริเริ่มก่อสร้างกิจการด้านงานบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจการซักรีด การพิมพ์ ฯลฯ เริ่มรวมกลุ่มกันเป็นสังคมญี่ปุ่น สร้างโรงเรียนญี่ปุ่น เพื่อให้ลูกๆของตนซึ่งถือเป็นกลุ่มคนรุ่นที่ 2 (二世(にせい)) ให้ได้เรียนรู้ และใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสื่อสารประจำวัน

การอพยพย้ายถิ่นฐานจากญี่ปุ่นยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อยมา จนถึงปี ค.ศ.1952 จำนวนคนญี่ปุ่นอพยพในบราซิลทั้งหมดก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นถึง 500,000 คน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 จนถึง 1945 นั้นกลุ่มคนญี่ปุ่นอพยพในบราซิลมีความเป็นอยู่กันอย่างยากลำบาก เนื่องจากประเทศบราซิลอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนประเทศญี่ปุ่นอยู่ฝ่ายอักษะ หนังสือพิมพ์ภาษาญี่ปุ่น และโรงเรียนภาษาญี่ปุ่นถูกสั่งปิด หลานๆของผู้อพยพรุ่นแรกหรือกลุ่มคนรุ่นที่ 3 (三世(さんせい)) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-บราซิล ถูกบังคับให้เรียนในโรงเรียนของบราซิล และใช้ภาษาบราซิล เป็นผลให้ในช่วงสงครามจนถึงหลังสงครามเลิกแล้ว มีผู้อพยพจำนวนหนึ่งย้ายถิ่นฐานกลับญี่ปุ่น ในขณะที่คลื่นการอพยพลูกที่สองจากญี่ปุ่นมาบราซิล ก็เริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อหนีสภาพของการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม

คลื่นอพยพลูกที่สองเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1952 จนถึง 1970 ซึ่งขณะนั้นประเทศบราซิลมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมาก คล้ายประเทศจีนทุกวันนี้ ภาคอุตสาหกรรมในรัฐเซา เปาโล ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ คนญี่ปุ่นจึงพากันย้ายถิ่นฐานมาที่บราซิลอีกครั้งเพื่อทำงานในภาคอุตสาหกรรม เกิดการพัฒนาเป็นเขตชุมชนชาวญี่ปุ่นในเมืองเซา เปาโล ขนาดใหญ่ขึ้น ชื่อว่า ลิเบอร์ดาจี (Liberdade) ซึ่งแปลว่าอิสรภาพ ช่วงปี ค.ศ.1960–1990 ถือเป็นช่วงสำคัญสำหรับการขยายตัวของชุมชน กลายเป็นเขตชุมชนผู้อพยพชาวญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น Little Japan ในดินแดนอเมริกาใต้

หนทางไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เศรษฐกิจของบราซิลเกิดวิกฤติอย่างหนักในปี ค.ศ.1980–1990 กลุ่มคนญี่ปุ่น-บราซิล ซึ่งขณะนั้นเป็นเป็นกลุ่มคนรุ่นที่สอง หรือรุ่นที่สาม บางส่วนย้ายถิ่นฐานกลับไปประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยการสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ออกวีซ่าทำงานให้ คนญี่ปุ่น-บราซิลเหล่านี้ ถูกเรียกว่า พวกเดคาเซกิ (出稼(でかせ)ぎ) ซึ่งแปลว่าคนที่ออกไปทำงานต่างถิ่น

กลุ่มคนญี่ปุ่น-บราซิลที่ย้ายกลับมาจากบราซิลซึ่งถูกเรียกว่าพวก เดคาเซกิ นี้โดยมากจะเข้าทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเลคโทรนิกส์ กลุ่มคนเหล่านี้รวมตัวกันอยู่ในเมืองต่างๆของญี่ปุ่นเช่น เมือง ฮานามัทสึ ไอชิ ชิชุโอะกะ คานากาวะ ไซตามะ และ กุมมะนี้รวมเป็นจำนวนประมาณ 300,000 คน นับเป็นชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 3 รองจากเกาหลีและจีน กลายเป็น Little Brazil ย่อยๆในประเทศญี่ปุ่น ทุกปีจะมีการจัดขบวนพาเหรด แซมบ้าของบราซิลขึ้น แห่ไปตามถนนในกรุงโตเกียว ทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981

ท่ามกลางฉากหน้าอันแสนสุข กลุ่มคนเดคาเซกิที่ย้ายกลับมายังญี่ปุ่นด้วยความหวังเพื่อชีวิตที่ดีกว่านี้ กลับต้องเผชิญกับความยากลำบากและการดูถูกจากคนญี่ปุ่นด้วยกัน เนื่องจากไม่สามารถพูดและเขียนภาษาญี่ปุ่นอย่างภาษาแม่ ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีความเป็นกลุ่มก้อน และมีความเหนียวแน่นทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง จนกระทั่งทำให้คนญี่ปุ่นมีความรู้สึกเรียกร้อง และคาดหวังให้แรงงานต่างวัฒนธรรมที่มาอาศัยอยู่ “เป็นญี่ปุ่น พูดญี่ปุ่น และมีวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น” กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทำงานอย่างหนัก ค่าแรงน้อย อีกทั้งต้องเผชิญปัญหาที่ว่า วิถีชีวิตของตนไม่อาจจะผสมกลมกลืนได้กับคนท้องถิ่นชาวญี่ปุ่นได้

ที่เมืองโออิซูมิ แม้จะมีชาวญี่ปุ่น-บราซิลอยู่มาก แต่พวกเขาก็บอกว่า เขาถูกชาวบ้านมองและปฏิบัติต่อพวกเขาเป็น คนนอก ตลอดมา อย่างคนบราซิลที่มีโอกาสเข้าเรียนในวิทยาลัยญี่ปุ่นก็เล่าว่า พวกเพื่อนนักศึกษาญี่ปุ่นจะแกล้งทำเป็นจำพวกเขาไม่ได้เวลาเจอหรือเดินสวนกัน ขณะที่ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในถิ่นของเพื่อนบ้านชาวญี่ปุ่นต่าง บอกว่า พวกเขาอยากมีโอกาสทักทาย สังคมกับเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน แต่ก็ทำได้ยากเพราะผลสำรวจล่าสุดเมื่อปีที่แล้วก็พบว่า มีคนญี่ปุ่นเพียง 10% เท่านั้นที่รู้สึกแบบเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้กลุ่มคนเดคาเซกิจึงมีการแยกตัวออกจากวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นให้เห็นได้ชัดมากขึ้น มีการเปิดโรงเรียนสอนภาษาสเปน-โปรตุเกส ให้กับลูก มากถึง 6 แห่งในเมืองโอตะ ที่อยู่ไม่ห่างจากเมืองโออิซูมิ เพื่อการเตรียมความพร้อมในการที่จะให้ลูกกลับไปใช้ชีวิตในบราซิลต่อไป

ท่ามกลางปัญหาที่ยากจะแก้ไขจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมของทั้งคนญี่ปุ่นในบราซิล และคนญี่ปุ่น-บราซิลในญี่ปุ่นนั้น รัฐบาลรวมทั้งกลุ่มคนญี่ปุ่นบางกลุ่มก็พยายามที่จะแก้ไขให้หมดไป เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ 2008 ที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดการเฉลิมฉลอง 100 ปีการย้ายถิ่นฐานจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเซาท์ เปาโล โดยสิ่งที่สำคัญคือการเสด็จมาของเจ้าชายมงกุฏราชกุมาร นารูฮิโต เพื่อเข้าร่วมงาน และการแสดงพาเหรดขนาดใหญ่เพื่อเผยแผ่ศิลปะ และวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ในงานกลุ่มคนญี่ปุ่นที่อพยพไปอยู่บราซิลต่างก็มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ทั้ง กลุ่มคนรุ่นสองสูงอายุที่มารำลึกความหลัง หรือลูกหลานรุ่นถัดมาซึ่งอาจผสมผสานสาย เลือดกับคนอิตาเลี่ยน เยอรมัน หรือโปรตุเกส ไปแล้ว คนเหล่านี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการผสมผสานวัฒนธรรม ญี่ปุ่นในบราซิลอย่างกลมกลืน ทั้งวัฒนธรรมด้านอาหาร และสถาปัตยกรรม ภัตตาคารญี่ปุ่น หรือซูชิไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมของที่นี่ ภาษาญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมในการเรียนเป็นภาษาที่สอง หรือที่สามจากคนบราซิล

ด้านปัญหาการถูกดูถูกของคนญี่ปุ่น-บราซิลจากคนญี่ปุ่นด้วยกันเองในประเทศญี่ปุ่น ก็มีการพยายามแก้ไขปัญหาเช่นเดียวกัน มีการรวมตัวกันระหว่างคนญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่น-บราซิล ตั้งกลุ่มชื่อว่า คิโมบิก หรือที่รักขึ้นมา เพื่อช่วยกันทลายกำแพงความไม่เข้าใจ และเพื่อสรรค์สร้างกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม อย่างเช่นการเปิดห้องเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น และภาษาบราซิล แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับความพยายามที่กลุ่มคิโมบิกพยายามทำ พวกเขาเคยได้รับทั้งโทรศัพท์ตอบว่า และอีเมลรังควานที่ส่งมาจากทั้งคนญี่ปุ่นและคนบราซิล

อย่างไรก็ตามพวกเขาได้กล่าวว่ายังไม่หมดกำลังใจและรู้สึกว่าชาวบ้านเริ่มมีความคุ้นเคย กับเพื่อนบ้านชาวบราซิลมากขึ้น ขณะที่คนเมืองก็เริ่มเปิดใจรับดนตรี จังหวะเต้นรำ และอาหารของบราซิลมากขึ้น

ขอเพียงแค่ความร่วมมือจากทุกฝ่าย และความเชื่อที่ว่าสักวันช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมของทั้งสองจะได้รับการเติมเต็มคงอีกไม่นานที่เราจะได้เห็นทั้งหน้าฉากและหลังฉากของความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและยาวนาน ญี่ปุ่น-บราซิลนี้เปี่ยมไปด้วยความสุข

Similar Posts